บริการว่าความ ฟ้อง แก้ต่าง คดีแพ่ง และคดีอาญา ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร (Notarial Services Attorney) โดยทนายชนะ ชนะพล โทร 080 549 3774
กรณี ใช้อาวุธปืนยิงเพื่อป้องกันตัว แนวฎีกาค่อนข้างชัดว่า ศาลจะพิจารณา 2 ชั้น คือ
1. มี “สิทธิป้องกัน” ตาม ป.อ. มาตรา 68 หรือไม่
2. แม้มีสิทธิป้องกัน แต่ การใช้ปืนรุนแรงเกินสมควรแก่เหตุ หรือไม่ ตามมาตรา 69
ผมรวบรวมฎีกาที่อาจใช้เป็นหลักอ้างอิงให้ดังนี้
1. ฎีกาที่ 600/2509 — ใช้ปืนยิงกลุ่มคนที่รุมทำร้าย ถือว่าป้องกันพอสมควร
จำเลยถูกกลุ่มคนรุมทำร้ายในเวลากลางคืน และถูกทำร้ายด้วยอาวุธ จำเลยไม่สามารถทราบได้ว่าจะได้รับอันตรายเพียงใด จึงใช้ปืนยิงไปทางกลุ่มคน กระสุนถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยถูกรุมทำร้ายด้วยอาวุธและไม่มีอาวุธอื่นที่จะใช้ต่อสู้ การใช้ปืนยิงไปยังกลุ่มผู้ทำร้ายถือเป็น การป้องกันพอสมควรแก่เหตุ จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 68
หลักสำคัญ:
การมีอาวุธปืนไม่ได้หมายความว่าการใช้ปืนจะเกินสมควรแก่เหตุเสมอไป ต้องดูสถานการณ์ขณะเกิดเหตุว่าจำเลยตกอยู่ในภยันตรายร้ายแรงเพียงใด และมีทางเลือกอื่นหรือไม่
2. ฎีกาที่ 859/2530 — ถูกยิงก่อนและถูกรุมทำร้าย ยิงตอบโต้ได้
ผู้เสียหายสองคนเมาสุรา รุมทำร้ายจำเลยและใช้อาวุธปืนยิงจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงกลับหลายนัดในขณะที่กำลังกอดปล้ำทำร้ายกัน
ศาลฎีกาถือว่าเป็นการกระทำเพื่อให้พ้นจาก ภยันตรายร้ายแรงที่ใกล้จะถึง และเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ
จุดน่าสนใจ: กรณีนี้แม้จำเลยยิง “หลายนัด” ก็ไม่ได้แปลว่าเกินสมควรโดยอัตโนมัติ เพราะพฤติการณ์ขณะยิงยังเป็นการต่อสู้กันและภยันตรายยังมีอยู่
3. ฎีกาที่ 2925/2526 — วิ่งหนีแล้วถูกไล่ยิง ยังหันกลับมายิงได้
ผู้ตายเป็นฝ่ายชกต่อยและยิงจำเลยก่อน จำเลยวิ่งหนี แต่ผู้ตายยังติดตามและพยายามจะใช้อาวุธปืนยิงอีก จำเลยจึงหันกลับมายิงผู้ตายในขณะนั้น
ศาลฎีกาถือว่าเป็น การป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุ และเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 288
หลักสำคัญมาก:
การที่ผู้ถูกทำร้าย “ถอยหนี” ไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิป้องกันตัว หากผู้ก่อเหตุยังติดตามและภยันตรายยังใกล้จะถึง
4. ฎีกาที่ 2474/2515 — ยิงขู่ก่อน แล้วจึงยิงเมื่อผู้ก่อเหตุยังเข้ามา
ผู้ตายกับพวกมีจำนวนมากกว่าและเข้ารุมล้อมจำเลยในเวลากลางคืน จำเลยยิงปืนขึ้นฟ้า 2 นัด โดยนัดแรกเป็นการยิงขู่ แต่ผู้ตายกับพวกยังไม่หยุดและยังเข้ามาในลักษณะจะกลุ้มรุมทำร้าย จำเลยจึงยิงนัดที่สองถูกผู้ตาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงและเป็นการป้องกัน แต่เนื่องจากฝ่ายผู้ตายไม่มีปืน การใช้ปืนยิงจึงถือว่า เกินสมควรแก่เหตุ ตามมาตรา 69
นี่เป็นฎีกาที่ดีมากสำหรับแสดงเส้นแบ่งระหว่าง มาตรา 68 กับมาตรา 69
5. ฎีกาที่ 2983/2531 — ถูกเข้าประชิดตัว แต่ยิงด้วยปืนถือว่าเกินสมควร
ผู้ตายเดินเข้าหาจำเลย แม้จำเลยจะห้ามไม่ให้เข้ามา แต่ผู้ตายยังเดินเข้ามาจนเหลือประมาณ 1 วา จำเลยจึงใช้ปืนยิง 1 นัด
ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมีสิทธิป้องกันตัว เพราะผู้ตายกำลังเข้ามาทำร้าย แต่ผู้ตายไม่มีอาวุธ และไม่ปรากฏว่ามีอาวุธอื่น การใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้ตายจึงเป็น การป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามมาตรา 69
6. ฎีกาที่ 620/2532 — ปืนกับมีด และจำนวนครั้งที่ยิงมีความสำคัญ
ฎีกานี้น่าสนใจมากในประเด็น “ยิงกี่นัด”
แนวฎีกากล่าวถึงกรณีผู้ตายมีมีดและเข้ามาจะทำร้าย จำเลยมีสิทธิป้องกันตัว แต่การใช้ปืนยิงถึง 5 นัด ถูกพิจารณาว่าเกินสมควรแก่เหตุ เพราะอาวุธที่ผู้ตายมีคือมีด ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงกว่า
ในฎีกาที่เกี่ยวข้องยังมีกรณีจำเลยยิงเพียง 1 นัดในจังหวะที่ผู้เสียหายกำลังจะใช้ไม้ตีซ้ำ โดยศาลเห็นว่าเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ
จึงเห็นหลักได้ว่า: จำนวนกระสุนและตำแหน่งที่ยิง เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่า “พอสมควร” หรือ “เกินสมควร”
7. ฎีกาที่ 190/2541 — ยิงหลายนัดและกระสุนพลาดไปถูกคนอื่น
จำเลยถูกผู้เสียหายกับพวกเข้ารุมทำร้าย จึงใช้ปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 หลายนัดจนได้รับอันตรายสาหัส และกระสุนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3
ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมีสิทธิป้องกันตัว แต่การยิงหลายนัดด้วยอาวุธปืน ซึ่งรุนแรงกว่าการทำร้ายของฝ่ายตรงข้าม เป็นการกระทำ เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
8. ฎีกาที่ 5544/2553 — แม้มีทางวิ่งหนี แต่ยังป้องกันได้ หากภัยยังไม่หมด
จำเลยถูกผู้ตายทำร้ายก่อน จำเลยพยายามหลีกเลี่ยงการต่อสู้โดยวิ่งหนี แต่ผู้ตายถือขวดและพวกยังวิ่งไล่ตาม และผู้ตายกำลังจะขว้างขวดใส่จำเลย
ศาลฎีกาวางหลักว่า ภยันตรายยังไม่หมดไป จำเลยจึงยังมีสิทธิป้องกันตัว แต่เนื่องจากจำเลยมีปืนซึ่งร้ายแรงกว่า จึงต้องพิจารณาว่าสามารถใช้วิธีที่รุนแรงน้อยกว่านั้นได้หรือไม่
9. ฎีกาที่ 3955/2547 — แค่สงสัยว่าคู่กรณีจะหยิบปืน ยังไม่พอ
คดีนี้สำคัญในทางกลับกัน
จำเลยอ้างว่าผู้ตายกำลังจะหยิบสิ่งของบางอย่าง ซึ่งจำเลยไม่ทราบว่าเป็นอะไร จึงยิงผู้ตาย ต่อมาปรากฏว่ามีปืนของผู้ตายอยู่ในห้อง แต่ไม่มีข้อเท็จจริงชัดว่าผู้ตายกำลังจะหยิบปืนเพื่อยิงจำเลย
ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ยังฟังไม่ได้ว่ามีภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลย การยิงจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยมาตรา 68
บทความที่นำเสนอเป็นเพียงหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่พอจะนำมาเทียบเคียงพอเป็นความรู้พอสังเขปเท่านั้น หากคุณกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับคดีใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันตัว เพื่อรับคำแนะนำและวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของคดีอย่างรอบด้าน สามารถติดต่อปรึกษา สำนักกฎหมายทนายชนะ ทนายหาดใหญ่ ทนายสงขลาโทร. 080 549 3774 ทนายชนะ ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นก่อนรับทำคดีครับ